|
|||
|
|
|
|
ไก่สับเบตง อาหารอันเลิศรสและขึ้นชื่อของเมืองเบตง เป็นหนึ่งรายการอาหารของดีเมืองเบตง ที่ปรุงแต่งจาก "ไก่เบตง" นอกเหนือจากไก่ตุ๋นเครื่องยาจีน ไก้ตุ๋นมะนาวดอง ต้มยำไก่ ไก่ต้มราดซีอิ้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นรายการอาหารที่น่าลิ้มลอง เพราะอาหารที่ปรุงจากไก่เบตงนั้น เนื้อจะหวานนุ่ม และ ไม่เปื่อยยุ่ยเหมือนไก่ทั่วๆไปที่ขายอยู่ตามท้องตลาด ไก่เบตง เดิมเป็นไก่พันธุ์เลียงชานที่ชาวจีน ซึ่ง อพยพมาตั้งรกรากในเบตงได้นำมาเลี้ยงและผสมพันธุ์กับไก่พื้นเมืองจนเป็นที่แพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้ ลักษณะเด่นของไก่เบตง คือ ตัวผู้มีปากสีเหลืองอ่อน ส่วนตัวเมียจะมีปากสีน้ำตาลเข้ม ตานูนแจ่มใส หงอนจักร หัวกว้าง คอตั้งแข็งแรง มีขนสีเหลืองทองที่หัว ปีกสั้น อกกว้าง ขาใหญ่ หน้าแงกลม เล็บสีขาวอมเหลือง ปัจจุบัน การเลี้ยงไก่เบตงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในอำเภอเบตง จนถือว่า เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของอำเภอเบตง ก็จะเห็นได้จากงานเทศกาลไก่เบตง ที่จัดเป็นประจำทุกปี |
|
ขึ้นทำเนียบเป็นอาหารชั้นยอดของภัตตาคารใหญ่ๆในอำเภอเบตงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับปลาจีนนึ่งบ๊วย ตำหรับเด็ดของเบตง ไม่เฉพาะแต่เพียงเท่านี้ ยังมีแกงส้มปลาจีน ปลาจีนทอดกรอบ และตำหรับ อาหาร อีก หลายชนิดจากปลาจีน ปลาจีน เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลา 3 ชนิด คือ ชนิดแรก ปลาเฉาฮื้อ หรือ ปลากินหญ้า (Grass Carp) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ctenopharyngodon Idellus ชนิดที่สอง ปลาลิ่น หรือ ปลาลิ่นฮื้อ หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปลาเกร็ดเงิน (Silver Carp) ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Hypophthalmichtys Molitrix ชนิดที่สาม ปลาซ่งฮื้อ หรือ ปลาหัวโต (Bighead Carp) ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Aristichthys Hobilis ปลาจีนมีลักษณะคล้ายปลากระบอก แต่มีขนาดโตกว่า เหตุที่เรียกว่าปลาจีนนั้น เพราะเป็นพันธุ์ปลา จาก ประเทศจีน ซึ่งส่งมาขายในมาเลเซีย ภายหลังชาวเบตงได้ซื้อ ลูกปลาจากแหล่งขายพันธุ์ปลาบริเวณ ชายแดนและนะมาเลี้ยงจนแพร่หลายในที่สุด ปัจจุบันการเลี้ยงปลาจีนเป็นอาชีพหนึ่งที่มีอนาคตดี เพราะความต้องการของตลาด และความต้อง การของผู้บริโภคมีสูง แต่พื้นที่ในการเลี้ยงปลามีจำกัด จึงปรากฎว่า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าว |
|
"เคาหยก" อาหารที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมด้านอาหารของชาวจีนในเบตง สืบทอดจากอดีต จนถึง ปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นอาหารจานที่นิยมของผู้คนทั่วไปในเบตง ด้วยกรรมวิธีที่พิถีพิถัน ในแต่ละขั้นตอนของการปรุงโดยเริ่มจากการนำเนื้อหมู 3 ชั้น มาต้มให้สุกจาก นั้นจึงนำมาสะเด็ดน้ำในรังนึ่งและใช้ส้อมจิ้มที่หนังหมูเพื่อให้น้ำมันไหลออกมา ทิ้งไว้สักพัก นำเกลือมาคลุก ให้ทั่วแล้วนำไปทอดในน้ำมันที่เดือดปานกลาง จนสังเกตเห็นว่าหนังหมู เริ่มพองจึงนำขึ้น มาสะเด็ดน้ำมัน และต่อด้วยการต้มอีกครั้ง เมื่อนำขึ้นมาจากหม้อต้มให้นำมาผ่านน้ำเย็นทันทีเพื่อเพิ่มความกรอบ จากนั้นนำ มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆหมักกับเครื่องยาจีนเพื่อเพิ่มคุณค่าอาหารให้กับร่างกาย แล้วนำมาจัดวางสลับกับเผือกทอด และก่อนที่จะนำไปรับประทานต้องนำไปนึ่งอีกครั้งซึ่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที จึงโรยหน้าด้วย ผักชี เพื่อ ดับกลิ่นคาว ความพิถีพิถันของการปรุงที่มีหลายขั้นตอนนี้เอง จึงทำให้เคาหยกมีรสชาติอร่อย เป็นที่ถูกใจของ ผู้ที่ได้ลิ้มลอง |
|
"ผักน้ำ" เป็นพืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นที่ปลูกอยู่ในอำเภอเบตงมาช้านาน ซึ่งนานพอๆกับ ที่ชาวจีน อพยพมาสู่ประเทศไทย เดิมนั้น "ผักน้ำ" มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบประเทศฝรั่งเศส ต่อมานำมาปลูกในประเทศจีนและชาวจีนอพยพ นำเข้า มา ปลูกในประเทศไทยแถบทางภาคเหนือและภาคใต้ สำหรับที่อำเภอเบตงเริ่มปลูก ผักน้ำตั้งแต ครา นั้น เป็นต้นมา ลักษณะการเจริญเติบโตของผักน้ำ คล้ายๆกกับผักบุ้ง มีใบเล็ก ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ ชอบขึ้นในที่ ที่มีอากาศเย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลาและต้องเป็นน้ำที่ไหลมาจากภูเขา โดยเฉพาะน้ำที่ไหลมาจากซอกหิน ซึ่งจะใสเย็นไม่มีสนิม การปลูกผักน้ำในสมัยแรกๆ ปลูกบริโภคกัน ในหมู่ชาวจีนเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ผักน้ำ เป็นที่รู้จักและบริโภคกันแพร่หลายในหมู่คนทั่วไป ซึ่งทุกวันนี ้ชาวเบตงนิยมนำผักน้ำมาประกอบเป็นอาหารหลายอย่าง เช่น ผัดผักน้ำ ทำแกงจืด ต้มจิ้มกับน้ำพริก นำมาต้มกับกระดูกหมู เป็นต้น นอกจากจะนำมาประกอบอาหารแล้ว ผักน้ำยังเป็นยาแก้ร้อนในได้อีกด้วย |
|
"ข้าวหลาม" หรือที่ชาวเบตงเรียกกันว่า "ปูโละลือแม" มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร คือ เนื้อเหนียว หวานมัน อร่อย เหมาะสำหรับรับประทานกับกาแฟ (โกปี้) น้ำชา (เอแต) และที่พิเศษสุดคือ เป็นข้าวหลามที่มีความยาวโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เมตรเศษ ซึ่งถือว่ายาวที่สุดในประเทศไทย ชาวเบตงนิยมทำข้าวหลามกันมากในช่วงเทศกาลวัน ฮารีรายอ หรือวันตรุษของศาสนาอิสลาม สำหรับ กรรมวิธีที่จะทำให้เนื้อข้าวหลาม เหนียว หวาน มัน นั้น เริ่มจากการตัดกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งควรเลือก ไม้ไผ่ ที่ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ตัดใบตองยาวเท่ากับกระบอกข้าวหลามแล้ว ใช้ไม้ม้วน ใบตองที่ตัดได้ขนาดแล้ว ใส่เข้าไปในกระบอกไม้ไผ่เพื่อใช้รองข้าวเหนียว จากนั้นกรอกข้าวเหนียวที่ล้าง เรียบร้อยแล้วลง ในกระบอก ไม่ไผ่ที่เตรียมไว้ เสร็จจากขั้นตอนนี้จึงกรอกน้ำกะทิที่ผสมน้ำตาล เกลือ พอได้รสชาติหวานมัน จากนั้นจึงนำ ไปย่างไฟที่ไม่แรงมากนักก็จะได้ข้างหลามเนื้อเหนียว หวาน มัน อร่อย |
|
ร้านเฉาก๊วย ที่บ้าน กม.4 มักจะได้ต้อนรับผู้ที่ชื่นชอบความอร่อยของเฉาก๊วยโบราณแท้ๆ เพราะเป็นร้านที่ทำเฉาก๊วยขายมานานและขายสืบทอดต่อกันมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ความอร่อย ของ เฉาก๊วย โบราณอยู่ที่การนำหญ้าวุ้นดำจากประเทศจีนมาเป็นส่วนผสมสำคัญ ทำให้เฉาก๊วยมีสีดำขลับ เหนียวและนุ่ม นิยมรับประทานกับน้ำเชื่อม และเติมสีสันของน้ำกลิ่นสละ ทำให้น่าทานยิ่งขึ้น การทำเฉาก๊วยมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่ต้องมีความละเอียดอ่อน ในเรื่องของ ส่วนผสมและ เวลาในการ แข็งตัวเป็นวุ้น เริ่มแรก นำหญ้าวุ้นดำมาต้มกับน้ำแล้วนำมากรองด้วย ผ้าเพื่อ แยกหญ้าวุ้นดำ ออกจากน้ำ ซึ่ง กลายเป็นสีดำแล้ว จากนั้นนำแป้งมันสำปะหลังมาผสมกับน้ำที่ได้จาการการกรองในขณะที่ยังร้อนอยู่ คนให้ เข้ากัน และทิ้งไว้จนกว่าจะกลายเป็นวุ้น จึงจะสามารถนำมาหั่นเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ ผสมกับ น้ำเชื่อม และน้ำแข็งเพื่อรับประทานได้ นอกจากจะอร่อยแล้ว เฉาก๊วยยังมีสรรพคุณแก้ร้อนในได้อีกด้วย ฉะนั้น เฉาก๊วยโบราณ ของเบตง จึง เป็นของฝากที่ถูกใจผู้รับอีกอย่างหนึ่ง |
|
"กาแฟโบราณ" นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติหอมหวาน ดื่มแล้วจะติด ใจเนื่องจากเป็น กาแฟแท้ๆ ที่ไม่มีสิ่งปลอมปนและใช้กรรมวิธีการผลิตแบบดั่งเดิม เมล็ดกาแฟที่นำมาทำกาแฟโบราณ เป็นกาแฟ พันธุ์พื้น เมืองที่มิอาจบ่งชัดได้ว่าเป็นกาแฟพันธุ์อะไร อาจจะกลายพันธุ์มาจากพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งก็เป็นได้ แต่ที่แน่ๆ ชาวบ้านเขาปลูกกาแฟแซมตามสวนยางพารา เพื่อดื่มกินกันภายในครอบครัว เท่านั้น ต่อมา ภายหลังกลุ่มแม่บ้านที่ว่างจากงานประจำของตนเอง ซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่มคือ กลุ่มแม่บ้าน ชุมชน กาแป๊ะฮูลู และ กลุ่มแม่บ้านชุมชากาแป๊ะกอตอใน ได้ร่วมกันผลิตกาแฟผงจำหน่าย โดยนำเอาเมล็ด กาแฟ ที่ปลูกไว้เดิมอยู่แล้วตามครัวเรือน และตามสวนยางพารา มาคั่วแล้วบดเอง พัฒนาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการ มีการบรรจุใส่ซอง และกล่อง กลายเป็นสินค้าของฝากที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเบตงและราคาย่อมเยา |
|
ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ยาวนานประมาณ 6 เดือน ซีอิ้วเบตงจึงมีรสชาติที่ ่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว กรรมวิธีการผลิตดังกล่าว เริ่มต้นด้วยการนำเอาถั่วเหลืองมาคัดเอาเมล็ดดี ล้างให้สะอาดนำ ไปต้มจน สุกแล้วจึงเทน้ำทิ้ง จากนั้นตั้งทิ้งไว้ให้น้ำสะเด็ดจนถั่วเย็น จึงเทแป้งหมี่ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว เสร็จแล้วนำไป เกลี่ยบนกระด้งวางทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ ระหว่างขั้นตอนนี้ต้องคอยเกลี่ยให้ถั่วพลิกเพื่อให้แห้งทุกด้าน จนเมื่อถั่วแห้งดีแล้วจึงนำไปใส่โอ่ง เติมน้ำเกลือพอเหมาะตามสัดส่วน หมักตากไว้กลางแจ้ง ถ้าอากาศ เปิดแสงแดดดีจะใช้เวลาประมาณ เดือนครึ่ง แต่ถ้าหากอากาศปิดไม่มีแสงแดดอาจจะต้องมักไว้นานถึง 3 เดือน เมื่อน้ำหมักกลายเป็นสีดำแล้ว กรองเอาเฉพาะน้ำก็จะได้ซีอิ้วน้ำหนึ่ง หากต้องการ ซีอิ้วน้ำสอง ก็ใส่เกลือ หมัก ตากแดดไว้ประมาณ 15 วัน และหากต้องการซีอิ้วดำ ต้องหมักทิ้งไว้ถึง 6 เดือน แล้วนำน้ำซีอ้วที่ได้ไป ต้ม จนเดือดจะทำให้น้ำซีอิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำเองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยสีสังเคราะห์ใดๆทั้งสิ้น |
|
ส้มหลายชนิดหลายพันธุ์ ต่างมีลักษณะมีรสชาติที่โดดเด่นแตกต่างกันไป แต่สำหรับส้มโชกุนแล้วแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส้มที่รวบรวมเอาคุณสมบัติพิเศษอันหลากหลายมารวมไว้ด้วยกัน เช่น มีกลิ่นหอม รสหวานอมเปรี้ยว ชานมีลักษณะนิ่ม เปลือกบางและไม่ขม หากนำมาทำน้ำส้มคั่นจะให้น้ำ มากกว่าส้มทั่วไป ส้มโชกุน มีลักษณะคล้ายกับส้มเขียวหวาน การเจริญเติบโตก็คล้ายๆกับส้มเขียวหวาน เหตุเพราะว่า เป็นส้มที่ผสมพันธุ์โดยธรรมชาติระหว่างส้มเขียวหวานและส้มแมนดารินจากประเทศจีนและกว่าจะเป็นผลส้ม ที่พรั่งพร้อมด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ให้ลิ้มลองกันสักลูกนั้น ต้องผ่านการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการหมั่นใส่ปุ๋ย ตัดตกแต่งกิ่ง และการป้องกันโรค รวมทั้งการระวังป้องกันแมลงต่างๆด้วย ปัจจุบัน ส้มโชกุน แพร่หลายจากอำเภอเบตงไปสู่ทุกภาคของประเทศไทย แต่ถ้าหากต้องการรับประทานส้มโชกุนรสชาติหอมหวานยังแหล่งต้นกำเนิด ต้องมาที่อำเภอเบตง |
|
เหนียว และ นุ่ม เป็นคุณสมบัติอันโดดเด่นของเส้นหมี่เบตงอันเป็นผลพวงมาจากกรรมวิธีการ ผลิตที่ละเอียดลออซึ่งที่อื่นมักจะทำไม่ได้ แต่ชาวเบตงสามารถทำได้ กรรมวิธีดังกล่าว เริ่มจากการนำ แป้งสาลี ีผสมน้ำและน้ำเกลือ นวดคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปเข้าเครื่องบดแป้ง จากนั้น จึงนำไปเข้าเครื่อง รีดให้แบนและเป็นแผ่นเดียวกัน เสร็จแล้วนำไปเข้าเครื่องตัดให้เป็นเส้นต่อไป หลังจากนั้น นำเส้นหมี่ที่ได้ไปเข้าตู้นึ่งประมาณ 2 ชั่วโมง พอสุกแล้วนำมาปั่นเป็นก้อนแล้วนำไปตากแดด ทั้งวันให้แน่ใจว่าแห้งจริงๆจึงบรรจุถุง เป็นอันเสร็จสิ้นกรรมวิธีการผลิต จากอดีตสู่ปัจจุบัน เส้นหมี่เบตง ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ เหนียว นุ่ม จึงเป็นที่นิยมนำไป ประกอบ อาหาร ชนิดต่างๆ เพราะเส้นหมี่ไม่ขาดง่าย ชวนให้น่ารับประทาน |
|
|
กบภูเขาเป็นกบตามธรรมชาติ อาศัยอยู่ตามป่าเบญพรรณมีขนาดใหญ่ หนัก 0.5-1.0 กิโลกรัมต่อตัว นิยมนำมาผัดเผ็ดและทอดกระเทียมพริกไทย เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเบตง ที่ผู้มา เยือนต้องลิ้มลอง |
|
|
|
|
Copyright
2006.www.betongtown.com/t3 all rights reserved. |
Webmaster/ผู้พัฒนา
: ธนิต
กล้าณรงค์
E-mail
: t.klanarong@thaimail.com